5 สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าวิกฤตโลกร้อน
เมื่อวันที่ 7/7/2007 ….ที่ผ่านมามีจัดคอนเสิร์ตทั่วโลกเพื่อให้ผู้คนที่มาร่วมชม ได้ตระหนักถึง ภยันตรายเกี่ยวกับโลกของเราที่แย่ลงทุกวันๆ ชื่อโปรเจทนี้ก็คือ Live Earth : The Concerts For A Climate In Crisis ได้ยินมาว่าของไทยเราก็มีและมีถ่ายทอดสดอะไรกันด้วย แต่ผมไม่รู้เรื่องเลย เพราะวันเสาร์ทำงานนอกสถานที่ทั้งวัน T__T น่าเสียดายมากครับ วันนี้ก็ขอทุ่มเทเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกครั้ง
From 5 things that are worse than global warming
เป็นบทความที่ดีมากเลยครับ พูดถึงวิกฤตการณ์ที่อันตราย และมีผลต่อชีวิตของมนุษยชาติที่ใกล้ตัวกว่าโลกร้อน ในขณะที่พวกเราเร่งรณรงค์เกี่ยวกับโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกที ให้ประหยัดไฟ แต่ว่ายังมีเหตุภัยอีกหลายอย่างที่เข้าขั้นอันตราย เลวร้ายสุดๆเช่นกันครับ

ผมขอยกตัวอย่างนะครับ ว่าทุกๆ 24 ชม.
- จำนวนพื้นที่ป่าเขตร้อนกว่า 214,000 เอเคอร์ได้ถูกตัดสูญหายไป
- ขยะมากกว่า 2 พันล้านแกลลอนทั่วโลกถูกทิ้งลงมหาสมุทร
- เด็กๆจำนวน 10,800 คนตายเพราะขาดแคลนน้ำดื่ม
- น้ำมันปิโตรเลียมที่มีอยู่เหลือเพียงแค่ 85 ล้านบาร์เรลเท่านั้น และจะลดเป็นจำนวนมหาศาล (น้ำมัน 1 บาร์เรล = 4.54609 ลิตร)
อ่านปัญหาที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ให้คิดให้ดีๆครับ ว่าคุณจะแก้ปัญหาอย่างไร..
เอาล่ะครับ เรามาแยกย่อยไปกันทีละข้อเลยดีกว่า
1.The End of Cheap Oil
From peak oil clock
[FLASH]http://www.peakoilclock.com/images/poc2.swf,400,300[/FLASH]
Flash ที่ผมเคยขึ้นให้ดูและบอกว่าเหลืออยู่ไม่มาก เอาเป็นว่ากะจากแหล่งข่าวกับนี่ก็ประมาณ 85-89 ล้านบาร์เรลล่ะกัน และเมื่อคำนวนกับน้ำมัน ที่เราใช้เผาไหม้ผลิตไฟฟ้าหรือขับรถอยู่ทุกวันนี้ เราจะมีให้ใช้ไม่ถึง 30 ปีแล้วครับ ผมว่าตรงนี้อันตรายเต็มที่แล้วนะ
ปัจจัยหลักของการใช้น้ำมันเลยก็คือเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า เพื่อเปิดใช้ในทางเศรษฐกิจ ผลิตสินค้าต่างๆ ให้เราใช้อุปโภค สร้างความสะดวกสบายให้เราๆท่านๆนี่แหละครับ เราคงจะใช้สอยได้มากกว่านี้ หากน้ำมันมันสามารถหาทดแทนได้ทัน แต่จริงๆแล้วกว่าซากพืชซากสัตว์จะทับถมแล้วได้น้ำมันดิบนี่ ใช้เวลาหลายล้านปีเลย ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานเขื่อน พลังงานไฮโดรเจน และอื่นจะพอทดแทนได้บ้าง แต่ก็ไม่พอกับจำนวนประชากรทั้งโลกอยู่ดี
นี่ยังไม่รวมกับปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการขับรถนะ… ยิ่งทุกวันนี้ปริมาณรถในเมืองไทยก็เพิ่มมากขึ้น ในกรุงเทพรถก็ติด นิ่งนานใช้น้ำมันเยอะขึ้น และนี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้น้ำมันลดฮวบๆล่ะ
หนทางยืดเวลา..เอาแบบกว้างๆส่วนวิธีแยกย่อยไว้วันหลัง
-ใช้ไฟน้อยลง
-ใช้น้ำมันน้อยลง
2.The Collapse of Ocean Ecosystems

มลพิษทางน้ำก็เป็นอีกอย่างที่ร่อแร่เหมือนกัน ทุกวันนี้เรากำลังเปลี่ยนแปลงน้ำทะเลในมหาสมุทร ให้เป็นเหมือนน้ำในท่อเข้าไปทุกวัน หรือจะให้เปรียบเทียบของไทย ก็เหมือนแม่น้ำที่เน่าเหม็นเข้าไปทุกวันโดยการทิ้งขยะ เช่นถุงพลาสติก ขวดน้ำ สิ่งที่ย่อยสลายยากลงน้ำ ทำให้สัตว์น้ำหลายชนิดสูญพันธุ์ไปเรื่อยๆ ออกซิเจนในน้ำน้อยลง น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น ระบบนิเวศทางน้ำก็ยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆ
ผลกระทบต่อมนุษย์ที่ใกล้ตัวก็คือจับจำนวนปลาและสัตว์น้ำได้น้อยลง สินค้าส่งออกก็น้อยลง เศรษฐกิจก็สะดุด หรือแย่กว่านั้นก็เข้าสู่ภาวะขาดแคลนสัตว์น้ำที่เป็นอาหาร

ตัวอย่างกราฟที่แสดงถึงอนาคตที่ขาดแคลนสัตว์น้ำ
ส่วนผลกระทบที่สอดคล้องกับภาวะโลกร้อนก็คือ เมื่อระบบนิเวศทางน้ำแย่ลง อุณหภูมิของน้ำก็สูงขึ้น สัตว์น้ำที่ทนกับอุณหภูมิที่สูงไม่ได้ก็ตายไปเป็นทวีคูณ หรือน้ำแข็งขั้วโลกละลายลง ระดับน้ำทะเลก็สูงขึ้น ทำให้เบียดพื้นที่ที่อาศัยเราและพื้นที่การเกษตร เกิดการแย่งชิงอาหารและที่อยู่อาศัยอีก และเมื่อพื้นที่น้ำมาก ดูดซับความร้อนของแสงอาทิตย์มากขึ้น ความร้อนก็มากขึ้น กลายเป็น Loop ความหายนะซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้แหละครับ
หนทางบรรเทาคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ระบบนิเวศของน้ำมันดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
3.The Coming Water Crisis
เกี่ยวข้องกับข้อที่แล้วครับ คือเมื่อน้ำทะเลมีระดับที่สูงขึ้นและหนุนขึ้นมา จำนวนน้ำจืดก็ลดน้อยลงไปด้วย อย่าลืมว่าในจำนวนน้ำทั้งหมดของโลก มี 3% ที่เป็นน้ำจืดสามารถดื่มได้ นอกนั้นเป็นน้ำเค็มนะครับ

ภาวะขาดแคลนน้ำดื่มมีให้เห็นกันอยู่แล้ว ตามประเทศด้อยพัฒนาครับ มีคนตายจำนวนมากเพราะไม่มีน้ำดื่มสะอาดๆให้ดื่ม บ้างก็คอแห้งตาย หรือไม่ก็เป็นโรคระบาดตาย ถึงอย่างนั้นใช่ว่าประเทศใหญ่จะไม่มีปัญหา หลายประเทศเหมือนกันที่ตอนนี้ ใช้น้ำบาดาลกันอยู่ซึ่งน้ำพวกนี้ก็มีจำกัดเหมือนกัน และเมื่อถึงช่วงเวลาน้ำบาดาลหมดเมื่อไหร่ น้ำเปล่าๆขวดนึงอาจจะมีค่าเท่ากับทองก็ได้ และจะเกิดการฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงน้ำทันที
สิ่งที่พอจะช่วยได้ก็คือ กระบวนการแยกเกลือออกจากน้ำทะเล แต่ว่ากระบวนการนี้ใช้พลังงานมหาศาลเช่นกัน ซึ่งน้ำมันดิบก็มีจำกัดอยู่ดี สิ่งที่บรรเทาสำหรับตอนนี้ก็คือใช้น้ำอย่างประหยัดแหละครับ (สงกรานต์ปีนี้ผมเห็นคนเล่นสาดน้ำทิ้งๆขว้างๆแล้ว รู้สึกปวดใจยังไงไม่รู้ ปีหน้างดได้งดนะครับ)
4. Deforestation

ประโยชน์ของต้นไม้เบื้องต้นก็คือ สร้างออกซิเจนให้มนุษย์และดูดคาร์บอนซึ่งเป็นตัวการทำให้โลกร้อน ป่าไม้จึงมีความสำคัญต่อมนุษย์มาก แต่ทุกวินาทีนี้ พื้นที่ป่าดิบชื้นจำนวน 2.4 เอเคอร์ได้ถูกทำลายลง รวมทั้งหมดต่อปีคือ 78 ล้านเอเคอร์ เพื่อใช้สำหรับที่อยู่อาศัยแต่พื้นที่การเกษตร พื้นที่เลี้ยงสัตว์
ป่าอเมซอนก็มีผลกระทบเช่นกัน จากหนังสือ “มหันตภัยโลกร้อน” เขียนไว้ว่า ป่าอเมซอน จัดได้ว่าเป็นป่าดิบชื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นกำลังสำคัญของธรรมชาติในการสร้างความชุ่มชื้นให้แก่อากาศ อาจจะเป็นผืนป่าสุดท้ายที่พวกเราจะพึ่งในฐานะปอดของโลก แต่ปัจจุบันป่าอเมซอนก็ประสบกับภัยแล้งมาพักใหญ่แล้ว บางจุดไม่มีฝนตกมา 5 ปี พื้นที่ป่าก็ลดลงไปเรื่อยๆ สัตว์ป่าหลายพันธุ์ก็ค่อยๆล้มตายใกลัจะสูญพันธุ์เต็มที
หากยังไม่ใกล้ตัวพอ ก็มาดูที่ไทย จะเห็นว่าช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ บ้านเรามีปัญหาน้ำท่วมบ่อยเหลือเกิน สาเหตุก็มาจากการตัดไม้ทำลายป่านั่นแหละ และสิ่งนี้ก็โยงกับปัญหาโลกร้อนอีก ป่าน้อยลง ดูดซับก๊าซคาร์บอนน้อยลง โลกร้อนขึ้น เกิดไฟไหม้ป่าหลายจุด ป่าน้อยลง เป็น Loop อีกแล้ว ต่อไปในอนาคตเราจะเห็นบางจุดแล้งสุดๆ และบางจุดฝนตกชุกมีพายุพัดหนักสุดๆ อากาศแปรปรวนวิปริตแบบนี้ก็เพราะสาเหตุนี้เช่นกัน
ข้อมูลเพิ่มเติม The Choice: Doomsday or Arbor Day
5.Nuclear Weapons

ตรงนี้ไม่เกี่ยวกับภัยธรรมชาติเท่าไหร่ แต่เรื่องสงครามนิวเคลียร์ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ น้อยคนที่รู้ว่าทุกวันนี้มีอาวุธนิวเคลียร์กว่า 20,000 จุดซ่อนอยู่รอบๆโลก เพื่อใช้ในสงคราม หากใช้อาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดสามารถฆ่าคนได้ถึง 8 พันล้านคน มากกว่าจำนวนประชากรโลกที่มีอยู่ 6 พันล้านคนเศษ ถึงแม้ว่ารัฐบาลโลกจะประกาศทำสัญญาห้ามใช้อาวุธนิวเคลียร์ก็ตามเถอะ ใครจะไปรู้ว่าประเทศมหาอำนาจของทั้ง 2 ฝ่ายที่เรารู้ๆกันอยู่จะเกิดทำสงครามขึ้นมา เมื่อนั้นทุกอย่างก็จบสิ้น
สุดท้ายแล้วก็ขอขอบคุณคนที่อ่านบทความนี้จนจบ หวังว่าจะช่วยกันประหยัดทรัพยากรน้ำไฟ ใช้ให้น้อยลงนะครับ และถ้าใครเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ ก็ช่วยส่งต่อ แจกจ่ายให้คนอื่นทราบโดยทั่วกันด้วยครับ







